Author - กิตติวัตร dev

รู้หรือไม่ เรื่องสิวๆ หัวหอมใหญ่ช่วยได้

        หัวหอมใหญ่ ( Allium cepa ) ที่ใครๆคุ้นหูหรือเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากจะใช้ทำอาหารยังสามารถทำอย่างอื่นได้อีกด้วย เพราะมีประโยชน์และสรรพคุณมากมายจนใครๆก็ต้องร้องว้าว เรามาทำความรู้จัก “ หัวหอมใหญ่ ” กัน ไม่น่าเชื่อว่าหัวหอมใหญ่จะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ   สรรพคุณช่วยป้องกันและรักษาโรคสำคัญต่าง ๆ ได้หลายชนิด อีกทั้งสรรพคุณช่วยในการรักษาสิว ลบรอยด่างดำ ที่เกิดจากสิวได้ดีอีกด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าในหัวหอมใหญ่จะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย และสารต่างๆ หากนำหัวหอมใหญ่รักษาสิว จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง ทั้งยังมีคุณค่าต่อผิวพรรณในการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าให้กลับมาเป็นปกติ                      PERLA ANTI-ACNE CLAY MASK ผลิตภัณฑ์มาส์กบำรุงผิว ลดปัญหาสิว เพื่อผิวหน้าใส ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Clay Vulcanus โคลนธรรมชาติ 100%  มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมัน พร้อมทั้งดูดซับสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้า อีกทั้งช่วยควบคุมความมัน ลดสิวอุดตัน เป็นตัวช่วยสำคัญ ตอบโจทย์ทุกคนที่กังวลปัญหาในเรื่องของรอยแดงและแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้ดีอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว อย่ารอช้าไปหาซื้อกันได้เลยที่ร้านค้าออนไลน์ หรือร้านค้าสาขาใกล้บ้าน

Read more...

ทำความรู้จัก ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

ทำความรู้จัก ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับสาวๆ ผิวแห้ง คงอดกังวลไม่ได้กับความแห้งกร้านของผิว วันนี้มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวนั้น มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราได้บ้าง สาวๆ จะได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม เพื่อการดูแลผิวที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น   สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติกักเก็บน้ำในผิว เซราไมด์ (Ceramind) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์ คุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ ซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์ เลซิทิน (Lecithin) สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด โครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน   สารคงความชุ่มชื้นที่น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) เป็นสารร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง ลักษณะเป็นเนื้อเจลอยู่ในชั้นหนังแท้ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย อีลาสติน (Elastin) มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ คล้ายคอลลาเจนแต่มีความยืดหยุ่นกว่า ช่วยบำรุงให้ผิวมีประสิทธิภาพรักษาความชุ่มชื้นได้ อิลาสตินยังเป็นตัวช่วยในการยึดจับเซลล์ผิวให้เรียงตัวกันอย่างเหมาะสม คอลลาเจน (Collagen) มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ ช่วยคงความยืดหยุ่นของผิว ป้องกันการสูญเสียน้ำที่บริเวณชั้นผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ป้องกันการเกิดริ้วรอย และจุดด่างดำต่างๆ จึงทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้   สารที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชุ่มชื้น  สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factors: NMF) สารคงความชุ่มชื้นตามธรรามชาติที่อยู่ในบริเวณผิวชั้นขี้ไคล หรือผิวชั้น Stratrum Corneum ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Ammonium lactate, Hylauronic acid, Sodium PCA, Sorbitol และ Urea เป็นต้น อาจจะมีประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ไม่ดีนัก แต่ซึมลงสู่ผิวได้ดี ซึ่งมักจะใช้สารเหล่านี้เป็นส่วนของโทนเนอร์ (Tonner)   โพรพิลีนไกลคอล (Propylene glycol: PG), กลีเซอรีน (Glycerin), บูทิลีนไกลคอล (Butylene [...]

Read more...

7 วิธี ล้างหน้าแบบผิดๆ ต้นเหตุการเกิดสิว

  7 วิธี ล้างหน้าแบบผิดๆ ต้นเหตุการเกิดสิว           สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาสิว ทั้งๆ ที่บำรุงผิวหน้าอย่างดี แต่สิวก็ยังไม่ยอมหายไปจากใบหน้าสักที ต้นเหตุและตัวการร้ายที่แท้จริง อาจเป็นเพราะคุณกำลังล้างหน้าแบบผิดวิธีอยู่ก็ได้นะคะ วันนี้ Perla จะมาบอก 7 วิธีล้างหน้าแบบผิดๆ ลองอ่านดูนะคะว่ามีข้อไหนบ้างที่เผลอทำเป็นประจำ จนสิวไม่ยอมหายไปสักที 1.ใช้น้ำอุ่นล้างหน้า คนที่เป็นสิวอาจจะคิดว่า การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจะช่วยเปิดรูขุมขนและเข้าไปทำความสะอาดให้สิวหายไป แต่ความจริงแล้วการใช้น้ำอุ่นล้างหน้าจะส่งผลให้ผิวแห้งได้ เพราะน้ำอุ่นจะล้างน้ำมันที่คอยหล่อเลี้ยงผิวให้มีความสมดุลออกไป ทำให้น้ำมันระหว่างเซลล์ที่คอยปกป้องผิวหน้าเราถูกชะล้างออกไปได้ง่ายขึ้น ใช้น้ำอุณหภูมิปกติในการล้างหน้าจะดีที่สุดค่ะ 2.ล้างหน้าบ่อยเกินไป คนเป็นสิวมักจะมีผิวหน้าที่มัน บางคนเลยชอบล้างหน้าบ่อยๆ ระหว่างวัน ซึ่งแทนที่จะช่วยลดความมัน กลับทำให้ผิวหน้าแห้งตึงจนผิวต้องผลิตน้ำมันเพิ่มออกมา จนกลายเป็นปัญหาหน้ามันเกินพอดี และยังทำให้เกิดสิวตามมาอีกด้วย และยิ่งถ้าเป็นสิวอยู่แล้วการล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ระคายเคืองผิวได้ค่ะ ทางที่ดีเราควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็นก็พอแล้วค่ะ 3.ล้างหน้ากับฝักบัว ตอนที่สาวๆ กำลังอาบน้ำมักจะเผลอเอาฝักบัวมาล้างหน้าด้วย ถ้าใครชอบทำแบบนี้ เลิกเถอะค่ะ เพราะน้ำจากฝักบัวจะมีแรงดันค่อนข้างแรงทำให้ความมันบนใบหน้าถูกชะล้างออกไปหมด คนที่ผิวแห้งยิ่งไม่ควรทำ เพราะนอกจากทำให้ผิวแห้งแล้วยังมีผลทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นอีกด้วย แค่สัมผัสจากมือเบาๆ ก็พอแล้วค่ะ เพราะผิวหน้าของเราต้องการความอ่อนโยนเป็นพิเศษ 4.ล้างหน้าหลังออกกำลังกายทันที หลังจากออกกำลังกาย ใบหน้าจะมีเหงื่อและไขมันผุดออกมาจากรูขุมขน ซึ่งทำให้หน้าของเรามันมาก สาวๆ เลยมักจะรีบล้างหน้าเพราะกลัวเกิดสิว แต่ที่จริงแล้ว การล้างหน้าหลังออกกำลังกายทันที เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว เพราะหลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ เหงื่อที่ไหลออกมาจะยังไม่หยุดไหลทันที แต่เรากลับรีบไปล้างหน้า ซึ่งจะทำให้รูขุมขนหดลงตอนที่เหงื่อและไขมันกำลังไหลอยู่ ยิ่งถ้าล้างไม่สะอาด ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายมากเลยค่ะ 5.ล้างหน้าด้วยโฟมที่มีเม็ดสครับ สำหรับสาวๆ ที่เป็นสิว ควรงดการขัดผิวหน้าจนกว่าจะหายดีค่ะ เพราะการขัดผิวหน้าหรือสครับผิวหน้าจะไปกระตุ้นให้เกิดสิวหรือสิวอักเสบได้มากขึ้น สครับที่มีกรดธรรมชาติสูง ๆ อย่าง  AHA, BHA จะทำให้ผิวที่เป็นสิวเกิดอาการอักเสบและเกิดการระคายเคือง จึงไม่แนะนำให้สครับผิวหน้าช่วงที่เป็นสิวจะดีที่สุดค่ะ 6.ใช้คลีนซิ่งไม่เหมาะกับผิวหน้า คนที่มีผิวหน้ามันหรือเป็นสิว ควรจะใช้คลีนซิ่งแบบน้ำหรือ Micellar Water ที่มีความเบาบางไม่ระคายเคืองผิว เพราะมีส่วนผสมของน้ำมันน้อยหรือไม่มีเลย เวลาเช็ดเครื่องสำอางจะไม่เหนียวหน้า ไม่มีความมันตกค้าง [...]

Read more...

ผลไม้ 10 อย่าง ที่ช่วยให้คุณสวยได้จากภายใน

อาหารแต่ละชนิดก็ให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป อย่างผลไม้หลายๆ ชนิด ที่นอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นดี ให้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพแล้ว ยังให้ประโยชน์ในด้านความงามอีกด้วย ซึ่งผลไม้แต่ละตัวก็มีคุณประโยชน์ที่ต่างกันออกไป Perla จะพาไปทำความรู้จักประโยชน์ดีๆ ของผลไม้แต่ละชนิดกันค่ะ   1.กล้วย ช่วยให้ผิวนุ่ม กล้วยอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม รวมถึงวิตามิน  A, B และ E ทำให้ผิวนุ่มนวล และยังช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยและกากอาหารซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างปกติ 2.ราสเบอร์รี่  ช่วยฟื้นฟูผิว ราสเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ และวิตามินซี ส่วนประกอบเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น และยังดีต่อผิว เพราะช่วยชะลอความแก่ได้ อีกทั้งวิตามินซีจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น 3. มะม่วง ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น มะม่วงนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ผิวนุ่มนวลและกระชับขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการคืนความยืดหยุ่นของผิวได้ดี 4. กีวี่ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส กีวี่เป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีวิตามินซีใกล้เคียงกับมะนาว ช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวที่บอบบาง และมีวิตามินซีสูงช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรง บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส 5. องุ่น  ช่วยให้ผิวเรียบเนียน องุ่นอุดมไปด้วย ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งดีต่อผิวและสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยการป้องกันสิวและรอยแผลเป็นจากสิว แผลเป็นจากผิวหนัง อีกทั้งมีกรดไฮดรอกซิลที่ช่วยให้ผิวของคุณเรียบเนียนและไม่มีริ้วรอยอีกด้วย 6. มะละกอ  ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มะละกอมีเส้นใยวิตามินซีและแคลเซียมมากมาย ซึ่งช่วยให้กลไกของร่างกายทำงานได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังช่วยล้างสารพิษในเลือด และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น 7. ส้ม ช่วยให้ผิวกระชับ ส้มอุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งดีต่อการสร้างคอลลาเจนผิว เปลือกส้มและน้ำส้มจึงถูกนำมาใช้อย่างมากมายในครีมต่อต้านริ้วรอย และครีมกระชับผิว อีกทั้งส้มยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 ซึ่งช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 8. ลูกพรุน  ช่วยลดน้ำหนัก ลูกพรุนเป็นผลไม้ในตระกูลลูกเกดซึ่งมีเส้นใยอยู่มาก ช่วยในเรื่องระบบทางเดินอาหาร และช่วยในการล้างสารพิษ ลูกพรุนเป็นตัวเลือกอาหารเสริมพลังงาน ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสดชื่นได้ตลอดทั้งวัน นอกจากนี้เส้นใยที่ละลายน้ำได้ในน้ำพรุนยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย 9. แอปเปิ้ล ช่วยฟื้นบำรุงจากธรรมชาติ การนำแอปเปิ้ลไปมาส์กหน้า จะทำให้ผิวของคุณชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้น และยังช่วยกำจัดรอยคล้ำใต้ตาได้อีกด้วย นอกจากนี้แอปเปิ้ลเขียวยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันสิว 10. มะนาว  ช่วยขจัดสิวฝ้า น้ำมะนาวรวมถึงเปลือกมะนาว จะช่วยในการขจัดสิวและรอยสิว วิตามินซีที่มีอยู่ในมะนาวยังช่วยในการทำความสะอาดผิวอย่างละเอียดอีกด้วย [...]

Read more...

อย่าปล่อยให้หน้าฝนทำร้ายผิว กับ 5 ทริค ที่ต้องรู้

อย่าปล่อยให้หน้าฝนทำร้ายผิว กับ 5 ทริค ที่ต้องรู้ สาวๆ บางคนอาจจะมองว่าช่วงหน้าฝนแบบนี้ ฟ้าก็ครึ้ม ฝนก็ตก แสงแดดก็ไม่ค่อยจะมี ไม่ต้องขยันดูแลผิวพรรณมากเท่าช่วงหน้าร้อน ไม่ต้องทาครีมกันแดดก็น่าจะได้ ขอบอกให้ลืมความคิดพวกนี้ไปให้หมด เพราะที่จริงแล้วสภาพอากาศในหน้าฝนคือตัวการร้ายที่ทำให้ผิวเสีย ส่วนจะเป็นเพราะอะไร และมีวิธีป้องกันยังไงบ้าง ไปดูกันค่ะ  รังสียูวี ตัวร้าย  – ถึงจะเป็นหน้าฝน แต่ไม่ได้แปลว่ารังสียูวีจะอ่อนข้อให้กับพวกเรานะคะ เพราะสภาพอากาศแบบนี้ คือ ตัวสะสมรังสียูวีของแท้ ซึ่งรังสียูวีจะไปกระตุ้นให้รูขุมขนอักเสบ ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก จนอุดตันกลายเป็นสิว และหากปล่อยเอาไว้ สิวอุดตันเม็ดเล็กๆ ก็อาจลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบได้  ความชื้น – สภาพอากาศชื้นๆ ในฤดูฝนนั้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า P. acnes ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ยิ่งบวกกับเหงื่อ เชื้อโรค และฝุ่นละอองสะสม ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการเกิดสิวได้มากขึ้นค่ะ มลภาวะ – น้ำฝนนั้นไม่ใช่น้ำสะอาด แถมยังปนเปื้อนไปด้วยเชื้อโรค ฝุ่นละออง และสารเคมีนานาชนิด อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ดังนั้นหากสาวๆต้องเปียกฝนเมื่อไร ผิวพรรณก็จะโดยทำร้ายโดยไม่รู้ตัวเมื่อนั้นค่ะ   5  ทริค ดูแลผิวหน้าช่วงฤดูฝน อย่าปล่อยให้ตัวเปียกนานๆ น้ำฝนนั้นสกปรกและเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสิวอักเสบได้ หากต้องตากฝนจนเปียกโชก หรือแม้แต่โดนหยาดละอองเล็กน้อย ก็ต้องรีบอาบน้ำล้างหน้า ทำความสะอาดผิวทันที และหากสระผมด้วยก็จะดีมากๆ ค่ะ อย่าลืมทากันแดด เนื่องจากรังสี UV มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็น Must Have Item ที่สาวๆ ต้องมีคู่กายตลอดทุกซีซั่น ช่วงหน้าฝนแบบนี้ แนะนำให้เลือกเป็นแบบเนื้อบางเบาที่สามารถกันน้ำได้ ผิวจะได้เบาสบายค่ะ ใช้คลีนซิ่ง ก่อนล้างหน้า อากาศร้อนชื้น ส่งผลให้ผิวหน้ามันและหมองคล้ำง่าย เพราะมีไขมันและคราบเหงื่อสะสมอยู่มากเป็นพิเศษ ดังนั้นก่อนล้างหน้า ก็ควรขจัดคราบเหล่านี้ออกก่อน ด้วยการใช้คลีนซิ่งนั่นเองค่ะ เช็ดโทนเนอร์ซ้ำ หลังล้างหน้า อย่าลืมเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ เพื่อทำความสะอาดรูขุมขน [...]

Read more...

7 ผลไม้ใกล้ตัว ที่ช่วยเปลี่ยนผิวเสียเป็นผิวใส

7 ผลไม้ใกล้ตัว ที่ช่วยเปลี่ยนผิวเสียเป็นผิวใส ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าวิตามินซีช่วยให้ผิวสวยใสได้ ดังนั้นการกินผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง จึงทำให้ผิวของคุณสวยขึ้นได้แน่นอน แต่ถ้ามีเวลาที่น้อยกว่านั้น อยากเห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้นกว่านั้น ลองนำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเหล่านี้ มาดูแลผิวหน้าด้วยการพอกกันดีกว่าค่ะ 1. สับปะรด      อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ทั้งวิตามินซี เบต้าแคโรทีน แมงกานีส ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่ทำลายโครงสร้างของเซลล์ผิวหนัง โดยผสมน้ำสับปะรด น้ำผึ้ง น้ำสะอาดคนให้เข้ากัน พอกใบหน้าประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก สับปะรดช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และลดการอักเสบของผิวได้ 2. ส้ม      ส้มอุดมไปด้วยเส้นใยธรรมชาติ วิตามินซี เกลือแร่ และคอลลาเจนสูง ทำให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่น มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นขึ้น นำเนื้อส้ม 1 ผล กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย มาปั่นรวมกับ ไม่ต้องปั่นละเอียดมากนัก พอกให้ทั่วใบหน้า 10-15 นาที แล้วล้างออก เสร็จแล้วใช้ครีมบำรุงผิวตามปกติ สูตรนี้จะช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหน้า 3. มะนาว    เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ผสมน้ำมะนาวครึ่งลูกและดินสอพอง 4-5 เม็ด คนให้เข้ากัน พอกทิ้งไว้10 – 15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง จะทำให้หน้าใสมากขึ้น หรือผสมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วทาให้ทั่วใบหน้าประมาณ 15 [...]

Read more...

ทำความรู้จักรอยคล้ำใต้ตา 3 ประเภท และวิธีรับมือ 

รอยคล้ำใต้ตา ทำให้สาวๆ ดูเหนื่อยล้า หรือดูเหมือนนอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอตลอดเวลา สาเหตุของการเกิดรอยคล้ำใต้ตา เนื่องจากลูกตาของเรานั้นถูกหุ้มด้วยชั้นไขมันนุ่มๆ ทำหน้าที่เหมือนเบาะกันกระแทก และมีเปลือกตาทำห้าที่รองรับลูกตาเอาไว้ ซึ่งเปลือกตาเป็นผิวหนังส่วนที่บางที่สุดในร่างกาย มีต่อมไขมันน้อย จึงเป็นส่วนที่แห้งง่าย ในขณะที่ผิวหนังบริเวณแก้มมีความหนา มีไขมันใต้ผิวมากกว่า จึงทำให้เกิดเส้นรอยต่อระหว่างขอบตาล่างกับแก้ม และกลายเป็นรอยคล้ำใต้ตาในที่สุด   นอกจากนี้เมื่อผิวหนังถูกเสียดสี ก็จะยิ่งกระตุ้นให้เม็ดสีฝังตัว และกลายเป็นรอยคล้ำใต้ตาได้ อีกทั้งผิวบริเวณเปลือกตาจะค่อยๆ บางลงตามวัย  ส่งผลให้รอยคล้ำเด่นชัดขึ้น ดังนั้นสาวๆ ควรจะทำความรู้จักกับชนิดของรอยหมองคล้ำกันก่อน และหาวิธีดูแลที่ใช้ได้ผลตั้งแต่เนินๆ ซึ่งรอยคล้ำใต้ตานั้น แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามนี้เลย   1.รอยคล้ำสีน้ำเงิน เกิดจาก เส้นเลือดอุดตัน ลักษณะ บริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่เส้นเลือดรวมตัวกัน เมื่อตาล้า เลือดจะไม่ไหลเวียน และปรากฏเป็นรอยคล้ำสีน้ำเงินที่ผิวเปลือกตา คนที่มีผิวขาวหรือผิวบางจะยิ่งมองเห็นได้ชัด มักเกิดขึ้นกับคนที่การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เช่น คนที่มีอาการมือเท้าเย็น การดูแลรักษา เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี หรือเรตินอล ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจน และเวลาแต่งหน้าให้ปกปิดรอยคล้ำด้วยคอนซีลเลอร์   2.รอยคล้ำสีดำ (อาการบวม ความหย่อนคล้อย) ลักษณะ ผิวหนังบริเวณขอบตาล่างซึ่งบางอยู่แล้ว จะยิ่งบางลงตามวัย พร้อมหับสูญเสียความยืดหยุ่นด้วยเมื่อไม่สามารถรองรับไขมันใต้ตาได้ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจึงนูนออกมา ทำให้เกิดเงาและการมองเห็นเป็นรอยคล้ำ เรียกว่ารอยคล้ำสีดำ ซึ่งเป็นรอยคล้ำที่พบมากที่สุด การดูแลรักษา รอยคล้ำสีดำไม่ใช่กระฝ้า จึงไม่สามารถปกปิดด้วยคอนซีลเลอร์ เนื่องจากการจากความหย่อนคล้อยของผิว จึงต้องดูปลด้วยการเพิ่มปริมาณคอลลาเจน คนที่บวมน้ำง่ายควรเลี่ยงการกินเค็ม หรือเครื่องดื่มเย็นๆ รอยคล้ำสีดำรักษายาก โดยมากต้องใช้วิธีผ่าตัดศัลยกรรมตามคลินิกผิวหนังและความงาม   3.รอยคล้ำสีน้ำตาล (กระ/ฝ้า/ความหมองคล้ำ) ลักษณะ เกิดจากกระเล็กๆ ใต้ตารวมตัวกัน จนเห็นเป็นรอยคล้ำสีน้ำตาล คนที่ชอบขยี้ตา หรือเป็นผื่นแพ้รอบดวงตา เคราตินบริเวณเปลือกตาจะก่อตัวหนา และเปลี่ยนเป็นรอยคล้ำในที่สุด การดูแลรักษา ใช้วิธีลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวเช่นเดียวกับการดูแลรักษากระ/ฝ้า อย่างไรก็ตามผู้ที่เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุดเลยค่ะ

Read more...

5 เรื่องเข้าใจผิดในการบำรุงผิวหน้า

  5 เรื่องเข้าใจผิดในการบำรุงผิวหน้า   สารพัดข้อมูลความงามที่สาวๆ เคยรู้มานั้น มั่นใจได้ขนาดไหนว่าถูกต้อง 100% อาจมีบางเรื่องที่เราเผลอเข้าใจผิดก็เป็นได้ วันนี้ Perla จะพามาดูกันค่ะ ว่าการบำรุงผิวที่เกิดจากความผิดเล็กๆ น้อยๆ นั้นมีอะไรกันบ้าง 1.ความใจผิดเกี่ยวกับผิวแห้ง ความหมายของผิวแห้ง ก็คือ ผิวที่มีประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้น หรือความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลง หากเซราไมต์หรือสารคงความชุ่มชื้นบนผิวหนังลดลง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ก็จะทำให้ผิวแห้ง ถึงจะบำรุงผิวด้วยโดนเนอร์ ผิวก็ยังไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ สิ่งที่สาวผิวแห้งควรทำ คือการเติมสารคงความชุ่มชื้น เช่น เซรั่มผสมเซราไมต์ให้กับผิวค่ะ 2.ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับรูขุมขน ขนาดของรูขุมขนขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่ถ้าล้างความมันออกไม่หมด ก็จะทำให้รูขุมขนขยายได้ เนื่องจากรูขุมขนอุดตันหรือหย่อนคล้อย การล้างเครื่องสำอางด้วยการขัดถูก็จะยิ่งรบกวนผิว ที่ถูกคือต้องขจัดเซลล์ผิวเก่าออก และถ้ารูขุมขนหย่อนคล้อยก็ให้เพิ่มคอลลาเจนให้ชั้นหนังแท้ หรือบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ Anti-Aging นั่นเองค่ะ 3.ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระ/ฝ้า เมื่ออายุเริ่มแตะเลข 3 หลายๆ คนเริ่มเกิดกระบริเวณแก้ม หากเป็นกระจางๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งมาช่วยให้จางลงได้ แต่สำหรับกระที่เข้มข้นต้องใช้เลเซอร์ในการรักษา ส่วนผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งนั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดกระและฝ้ามากกว่าจะลดเลือน จึงควรทาให้ทั่วผิวหน้า จะได้ผลดีกว่าการทาเฉพาะจุด 4.ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการล้าง Make Up สิ่งที่สำคัญในการล้างเครื่องสำอาง นอกจากต้องสะอาดหมดจดแล้ว เรื่องที่สำคัญกว่าคือต้องรบกวนผิวให้น้อยที่สุด เพราะผลิตภัณฑ์ที่ล้างเครื่องสำอางได้ดี มักจะมีสารลดแรงตึงผิวซึ่งรบกวนผิวอยู่แล้ว ดังนั้นการเช็ดถูอย่างรุนแรงบริเวณผิวที่บอบบางอย่างเปลือกตา จึงห้ามทำเด็ดขาดนะคะ 5.ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนอนหลับ หลายคนให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และการกินอาหารเสริม แต่กลับมองข้ามเรื่องการนอนหลับ ซึ่งในเวลาที่เราหลับนั้น เซลล์ผิวจะทำการแบ่งตัวและผลัดเซลล์ผิวใหม่ และการนอนหลับไม่เพียงพอจะขัดขวางกระบวนการดังกล่าว ทำให้ผิวแห้งกร้าน หมองคล้ำ ร่วงโรยเร็วขึ้น ดังนั้นสาวๆ ห้ามละเลยเรื่องการนอนหลับอย่างมีคุณภาพเด็ดขาดค่ะ

Read more...

เลือกโฟมล้างหน้ายังไง ให้เหมาะกับสภาพผิว

เลือกโฟมล้างหน้ายังไง ให้เหมาะกับสภาพผิว      การล้างหน้า ใครว่าไม่สำคัญ เพราะการล้างหน้านั้นส่งผลต่อผิวหน้าของเราแบบเต็มๆ เลยค่ะ บางคนล้างหน้าแล้วพบว่าผิวหน้าแห้งตึงจนเกินไป บางคนยิ่งล้างหน้า แทนที่หน้าจะยิ่งใส ก็กลับมีสิวผดเม็ดเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมด เลิกสงสัยได้เลยค่ะเพราะสาเหตุก็มาจากโฟมล้างหน้าที่เพื่อนๆ เลือกใช้ มันไม่เหมาะกับสภาพผิวนั่นเอง วันนี้ Perla จะมาแนะนำเทคนิคเลือกโฟมล้างหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวของเพื่อนๆ กันค่ะ เลือกโฟมล้างหน้าตามสภาพผิว  ผิวมัน     ปัญหาของผิวมัน ก็คือ ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตไขมันออกมามากเกินไปจนทำให้ใบหน้ามัน ไม่ควรเลือกโฟมที่แรงเกินไปจนล้างแล้วรู้สึกว่าใบหน้าแห้งมาก แต่ควรเลือกแบบที่มีคำว่า Oil Solution  หรือสูตรควบคุมความมันค่ะ ผิวแห้ง     ผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุ่มชื้นเพราะไม่ค่อยมีไขมันตามธรรมชาติ ให้เลือกใช้โฟมล้างหน้าที่มีมอยส์เจอร์ผสมอยู่ด้วยเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าไว้ ผิวธรรมดา     สำหรับสาวๆ ที่มีผิวธรรมดา หรือผิวผสม ก็จะโชคดีหน่อย เพราะสามารถเลือกใช้โฟมล้างหน้าได้หลายประเภท ไม่ต้องระมัดระวังมาก เพราะผิวหน้าจะมีปัญหาน้อยที่สุด ถ้าเทียบกับสภาพผิวแบบอื่น   ผิวคล้ำจากมลพิษ     ส่วนสาวๆ คนไหน ที่มีปัญหาผิวคล้ำหมองจากแสงแดด และมลพิษที่ต้องเจอทุกวัน ช่วงนี้ให้เลือกใช้โฟมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 3 และ บี 6 เพราะจะช่วยลดการสะสมของเม็ดสีผิวคล้ำที่อยู่ในชั้นผิวได้ ส่วนวิตามินซีและอีจะช่วยปรับสภาพผิวและลดผลกระทบของอนุมูลอิสระที่ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ซึ่งจะช่วยให้ผิวหน้าค่อยๆ ปรับสภาพขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวมีสิวเสี้ยน     คนที่มีปัญหาสิวเสี้ยน แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเม็ดบีดส์สครับผิวหน้า เม็ดบีดส์จะทำความสะอาดผิวตามร่องลึกและช่วยผลัดเซลล์ผิว โดยไม่ทำลายสมดุลน้ำหล่อเลี้ยงผิว และถ้ามีส่วนผสมของวิตามินซีด้วยก็จะยิ่งดีเลยค่ะ    ผิวที่มีปัญหาสิว     สำหรับผิวหน้าที่ยังมีปัญหาเรื่องสิว ให้เลือกใช้โฟมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามินอีและซี เพราะจะช่วยลบเลือนรอยแผลเป็น และทำให้จุดด่างดำค่อยๆ จางลงได้ ลองดูสูตรที่ทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก เพื่อลดสาเหตุของการอุดตันโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง  ผิวที่มีรูขุมขนกว้าง     และสำหรับผิวที่มีรูขุมขนกว้าง เป็นอีกหนึ่งปัญหาของสาวๆ ที่เจอได้บ่อย ให้เลือกใช้โฟมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของโทนเนอร์จากธรรมชาติ หรือเช็ดผิวด้วยโทนเนอร์หลังล้างหน้า ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับและเล็กลงค่ะ    

Read more...

บิวท์ผิวสวยด้วยน้ำ 8 แก้ว

เชื่อว่าสาวๆ ทุกคนคงรู้กันหมดแหละ ว่าถ้าอยากให้ผิวสวย ใส ชุ่มชื้น ฉ่ำน้ำ ดูสุขภาพดี นุ่มๆ เด้งๆ แบบสาวเกาหลี ก็ต้องดื่มน้ำเปล่าให้ครบวันละ 8 แก้ว แต่พี่เพอร์ล่าท้าให้ลองถามเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ดูเลยค่ะ ว่าในแต่ละวันมีใครดื่มน้ำเปล่าได้ครบ 8 แก้วบ้าง พวกลาเต้ โกโก้ ชาเขียว นี่ไม่นับนะจ๊ะสาวๆ ยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อย่าปล่อยให้ร่างกายต้องเผชิญกับภาวะขาดน้ำเด็ดขาด วันนี้เลยนำเคล็บลับง่ายๆ จาก สสส.ที่จะทำให้ทุกคนดื่มน้ำครบวันละ 8 แก้ว มาฝากกันค่ะ 1.ตื่นนอน ปุ๊ป ให้ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วทันที 2.ก่อนนอน ก็ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว 3.ก่อนอาหาร 3 มื้อ ดื่มน้ำเปล่าก่อน 1 แก้ว 4.หลังอาหาร 3 มื้อ ดื่มน้ำเปล่าล้างปาก 1 แก้ว 5.หลังไปห้องน้ำ ทำธุระ ถ่ายเบา ถ่ายหนัก กลับมาให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว         เป็นไงบ้างคะ 5 ข้อง่ายๆ แบบนี้ ลองทำตามดูนะคะ ถ้าทำประจำจนกลายเป็นนิสัยติดตัวไปแล้ว ร่างกายของเราก็จะต้องการดื่มน้ำในช่วงเวลานั้นไปเลยโดยอัตโนมัติ แล้วเพิ่มเติมด้วยการ make up ผิวหน้าให้สะอาดทุกครั้ง ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพ รับรองว่าผิวสวยๆ ใสๆ ได้มาไม่อยากค่ะ

Read more...
Cart Item Removed. Undo
  • No products in the cart.